18th September 2014

20 Facts About Me

image

1. จริงๆ ต้องเกิดวันอาทิตย์ที่ 10 ธ.ค. 2532 แต่หมอจะพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัดในวันหยุดยาว 3 วัน เลยให้ยาเร่งคลอด จนเราเกิดวันศุกร์ที่ 8 แทน

2. กะโหลกฝั่งขวาเราบุบเล็กน้อย อาจเป็นผลจากเครื่องมือที่ดึงเราออกมา

3. จริงๆ แม่จะตั้งชื่อว่า “พลอยไพลิน” ชื่อเล่น “น้องพลอย” เพราะดูเป็นกุลสตรี แต่พ่ออยากให้ชื่อ เป็นสากล เป็นที่รู้จักทั่วโลก ต่างชาติเข้าใจได้ เลยชื่อ “พิซซ่า” แล้วค่อยคิดชื่อจริงทีหลังว่า “พิชชา”

4. ตอนเด็กๆ โดนล้อชื่อเล่นจนร้องไห้ตลอด เลยบอกคนอื่นๆ ว่าชื่อ “พีช” เฉยๆ จะได้ดูธรรมดา

5. ตอนเด็กๆ ผอมแห้งขี้ก้างเหมือนเป็นเด็กขาดสารอาหารมาจากเอธิโอเปีย ที่บ้านพาไปพบกุมารแพทย์ชื่อดังออกทีวีบ่อยๆ หมอก็ให้ยาอะไรไม่รู้ อ้วนขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนทุกวันนี้ ยาดีไปนะคะ -__-

6. ตอนเด็กๆ (อีกแล้ว? คือกะไม่โตใช่มั้ย) ที่บ้านเคยเลี้ยงหมาพันธุ์ Spitz ชื่อฟูฟู รักมาก มักนอนด้วยกันในลังกระดาษ แต่พอมันตายก็เสียใจ และไม่สัมผัสกับสัตว์ใดๆ อีกเลย เราเป็นคนรักสัตว์นะ แค่ไม่ถูกเนื้อต้องตัวเท่านั้นเอง

7. ชอบตั้งชื่อให้กับทุกสิ่ง ตุ๊กตาที่บ้านมีชื่อทุกตัว เมื่อก่อนเคยตั้งชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนให้ด้วย แต่ใบรายชื่อหายไปแล้ว รถเราก็ตั้งชื่อทุกคันนะ

8. ชอบตุ๊กตาที่เป็นสัตว์ ยัดนุ่น มีขน ตัวนุ่มๆ คิดว่ามันมีความรู้สึก ต้องทะนุถนอม เดินผ่านในห้างก็ต้องทักทาย เห็นใครเล่นตุ๊กตาแรงๆ แล้วอยากฆ่าทิ้งมา แต่กลัวตุ๊กตาคนนะ ยิ่งถ้ากะพริบตาได้ยิ่งกลัว โคตรกลัวบลายธ์เลย ต้องหลับตาตอนเดินผ่าน เฟอร์บี้ก็กลัว ไม่ชอบตุ๊กตาประเภทนี้อ่ะ อันที่พอเล่นได้คือบาร์บี้

9. เราเป็นผู้หญิงที่เก่งเรื่องทิศทางมาก ความจำเรื่องเส้นทางดีจริงๆ ไม่ได้ยอตัวเอง อ่านแผนที่เป็น คาดเดาเส้นทางอื่นก็ได้ ร่างแผนที่ในหัวได้ตลอดเวลา จะแผนที่เมืองไหนประเทศไหนก็ได้หมด ตอนนี้เค้าไม่ให้เล่นมือถือขณะขับรถ มีใครสนใจเอาเราไปเป็นนาวิเกเตอร์ส่วนตัวมั้ย

10. ไม่ค่อยตามกระแส แต่ไม่ใช่คนขวางโลก เรามองโลกในแนวทแยงต่างหาก

11. ตอนเด็กๆ เหมือนเด็กผู้ชาย หล่อมาก พูดเลย ไปไหนใครก็ทักพ่อแม่ว่า “ลูกชายหล่อนะคะ” เพราะหน้าตาเหมือนเด็กผู้ชาย แถมไม่ยอมใส่ชุดสีชมพูด้วย ถ้าโดนบังคับจะร้องไห้งอแง ไม่ยอมใส่ คืออยากใส่ชุดเด็กผู้หญิงนะแต่มันมีแต่สีชมพูอ่ะ สีฟ้า เขียว น้ำตาล ครีม อะไรงี้ ต้องเป็นเซ็ตกางเกงตลอดเลย

12. มีสเป็คผู้ชายที่ชอบนะ แต่คนที่เราเคยชอบจริงๆ ไม่มีใครตรงสเป็คเลยซักคน มันชอบไปเอง

13. ชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนผิด เห็นคนอื่นอารมณ์เสียก็คิดว่าต้องเป็นเพราะเราแน่ๆ แล้วก็ไปแอบร้องไห้ว่าเราทำอะไรผิด จะขอโทษยังไง เค้าจะหายโกรธมั้ยเครียด นอนไม่หลับ (แล้วก็มารู้ทีหลังว่าคนนั้นเค้าอารมณ์เสียเพราะอย่างอื่น)

14. จากข้อ 13 เวลาเราอารมณ์เสียเลยพยายามจะไม่ให้ใครรู้ เพราะกลัวคนอื่นจะคิดเหมือนเรา แล้วเค้าจะเครียดนอนร้องไห้ แล้วเราจะรู้สึกผิดอีก หรือบางทีก็คิดว่าเดี๋ยวเค้าจะอารมณ์เสียไปด้วย เรากำลังทำลายวันดีๆ ของเค้ารึเปล่านะ นั่นไง โทษตัวเองอีกจนได้

15. เป็นคนร้องไห้ง่ายมาก ดูหนังแอ็คชั่นระเบิดเมืองก็ต้องหาเหตุร้องจนได้ แต่ในชีวิตจริงร้องเพราะเสียใจ 20% อีก 80% จะร้องเวลาโมโห เพราะรู้สึกว่า “การด่า” ไม่ดี เลยเจ็บใจมากที่ด่าไม่ได้ ร้องซะเลย

16. ไม่เคยมีแฟน อยากมีแฟน แต่พอเกือบจะมีแฟน เราจะเข้าโหมดระเบิดเวลาและทำทุกอย่างพังเอง ก็เสียใจนะ แต่มันเหมือนในใจเราลึกๆ เรากลัวว่าคบแล้วจะต้องโดนทิ้งอ่ะ เลยเหมือนมีระบบอัตโนมัติฆ่าตัวเองแต่แรกซะเลย ใครก็ได้รักษาโรคนี้ให้ทีสิ (ร้องไห้แล้ว)

17. ชอบดาราศาสตร์มาก แต่ไม่ชอบเลข เลยไม่เลือกเรียนต่อด้านนี้ ก็ในไทยมันเป็นภาคฟิสิกส์เลยอ่ะ เราอยากเรียนดาราศาสตร์แบบในหนังสือน่าอ่านทั่วไปนี่นา

18. เราไม่ชอบออกจากบ้าน ถ้าออกก็ต้องไปตั้งแต่เช้ายันค่ำถึงจะรู้สึกว่าคุ้มกับการอาบน้ำและเปลี่ยนชุดออกมา

19. เวลาไปฝังตัวตามร้านหนังสือ ถ้าเจอเล่มไหนอยู่ผิดที่จะตามเก็บเข้าที่ให้ตลอด ลูกค้าคนอื่นถามว่าเล่ม…อยู่ตรงไหนก็พาเขาไปตรงล็อก สมัยฝังตัวในศึกษาภัณฑ์ตอนมัธยมมักโดนเรียกไปคิดเงินให้อยู่บ่อยๆ

20. เราปากหนัก พูดว่ารักกับขอโทษยากมาก แต่ถ้าเหยียบเท้าคนอื่นก็พูดขอโทษได้นะ เราหมายถึงเวลาเราทำอะไรไม่ดีต่อจิตใจคนอื่นต่างหาก

เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีข้อเสียมากกว่าข้อดี ขอโทษนะ (อันนี้พิมพ์ ไม่นับ)

17th September 2014
หนวดจุ๋มสีเขียว  (at Sizzler@The Mall Tapra)

หนวดจุ๋มสีเขียว (at Sizzler@The Mall Tapra)

16th September 2014
ปัญหานี้อีกแล้วหรอ (at Siam Square One - สยามสแควร์วัน)

ปัญหานี้อีกแล้วหรอ (at Siam Square One - สยามสแควร์วัน)

14th September 2014

15 ภาพยนตร์ที่ประทับ (อยู่ใน) ใจ

วันนี้เรากลับมาพร้อมกับอันดับหนังในดวงใจ ซึ่งมีคน tag มาทั้งแบบ 10 และ 15 เรื่อง เราเลยขอทำ 15 เรื่อง บวกกับ 5 เรื่องที่อยากแนะนำเพิ่มเป็นพิเศษให้ละกันนะ

ทำไมน่ะหรอ เพราะมันตัดสินใจยากมากน่ะสิ เราดูหนังเฉลี่ยวันละเรื่องได้เลย (แน่นอนว่าดูทางช่องเคเบิ้ล) บางวันล่อไป 6 เรื่องก็เคยมาแล้วหลายครั้ง ฉะนั้นเราจึงมีหนังที่ชอบเยอะมาก เพราะถ้าไม่ชอบเลยก็ไม่ดูจนจบหรอก พอต้องมาจัดอันดับแบบนี้เลยยากมากๆ ชอบไปทั่ว

แต่ที่เลือกมานี้ ก็เหมือนกับตอนจัดอันดับหนังสือนั่นแหละ เราเลือกมาแต่เรื่องที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรมาชนหัวใจหรือไม่ก็ชนสมองแรงๆ แล้ว อู้ววววว เป็นรอยเลย ฉะนั้นทั้งหมดนี้นับเฉพาะความรู้สึกเมื่อดูครั้งแรกเท่านั้นนะ เนื้อเรื่องจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เป๊ะบ้างไม่เป๊ะบ้าง ก็ช่างมัน (ฮา)

หมายเหตุ นี่เป็นอันดับที่จัดตามความรู้สึกในวันที่พิมพ์นี้ ในอนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

1. Front of the Class (2008)

image

เรื่องนี้เป็นหนังที่ทำมาฉายทางทีวีโดยเฉพาะ แล้วเราบังเอิญเจอในช่องทางเคเบิ้ล เป็นหนังที่ไม่ได้ลงทุนสูง แต่สร้างมาจากเรื่องจริงของคุณแบรด โคเฮน Brad Cohen ที่ป่วยเป็นโรคทูเร็ตต์ตั้งแต่เด็ก นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้จักโรคนี้เลย

หนังเรื่องนี้ให้ข้อมูลของโรคนี้ดีมาก ทำให้รู้ว่าคนทั่วไปมักเข้าใจว่าผู้ป่วยโรคนี้จะสบถคำหยาบออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วคือเขาจะไม่สามารถควบคุมได้ แล้วร่างกายก็จะตะโกนเสียงแปลกๆ ออกมาเอง เหมือนเราจามอ่ะ คุมไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ นี่ก็เหมือนกัน แต่เปลี่ยนจากฮัดเช้ยเป็นเสียงอื่นๆ ซึ่งบางทีก็รัวซ้ำๆ ด้วย น่าสงสารมาก แถมเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย ลองคิดว่าขึ้นรถไฟฟ้าคนแน่นๆ แล้วอยู่ๆ ก็ตะโกนเสียงที่คล้ายคำว่า “สัตว์” ออกมารัวๆ สิ

หรือบางทีเราชอบตัวคุณแบรดเองมากกว่าชอบหนังก็ได้มั้ง คุณแบรดมาเป็นครู ครูที่ดีมากๆๆๆๆๆ เลยแหละ เขาไม่ยอมให้อาการของตัวเอง และคำนินทาจากคนอื่นมาเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์สังคม ก็มีบ้างที่เขาท้อแท้สุดๆ แต่ก็ฮึดขึ้นใหม่ได้เสมอ เป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลย

2. P.S. I Love You (2007)

image

เรื่องนี้เป็นหนังรัก ไม่ใช่สไตล์วัยรุ่นนะ เป็นรักวัยคนโตๆ กันแล้ว พระเอกนางเอกแต่งงานกันตอนไม่ถึงครึ่งเรื่อง เรื่องราวจริงๆ คือชีวิตหลังจากนั้นมากกว่า ซึ่งสอนได้ดีมากว่าแต่งงานไปแล้วก็ไม่ได้มีแต่ความสุขเสมอไป มีความเศร้าด้วย เศร้าจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ (ฮือ)

นอกจากนี้ก็ยังทำให้เห็นว่าการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนรัก เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการใช้ชีวิตร่วมกัน เฮ้อ อยากมีคนให้เราใส่ใจรายละเอียดจัง แล้วเขาก็ต้องใส่ใจรายละเอียดของเราด้วย

3. Only You (1994)

image

หนังเก่ามากกกกก แต่เราเพิ่งได้ดูไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางช่องเคเบิ้ลนั่นแหละ ใครอยากเห็นโทนี่ สตาร์คหรือโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ในสมัยยังหนุ่มหน้าใสวิ๊งเล่นหนังโรแมนติกคอเมดี้ละก็ รีบไปหาดูเลย รับรองคุ้ม

เรื่องนี้ก็เป็นความรักวัยคนโตแล้วเช่นกัน แต่นางเอกมีนิสัยเด็กๆ หลายอย่าง ดูแรกๆ จะรู้สึกรำคาญนางเอกมากว่ามันจะเยอะไปไหน โคตรเพ้อ โคตรมโน โคตรงี่เง่า แต่ดูไปซักพักก็นึกขึ้นได้ว่า เราก็เป็น เรื่องนี้จึงเหมาะกับคนที่กำลังรอเนื้อคู่ รอมาทั้งชีวิตก็ไม่เจอ แล้วถ้าอยู่ๆ ดันเจอล่ะ จะทำยังไงดี

4. Independence Day (1996)

image

หนังขอความร่วมมือจากมนุษยชาติเรื่องแรกที่ดูแล้วจำได้ดีจนตอนนี้ จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนจะอ้าปากค้าง นี่มันอะไรกัน มันมีอะไรเยอะกว่าหนังต่างดาวบุกโลกในยุคนั้น สมัยนั้นถ้ามีต่างดาวมาก็ส่งผลแค่พื้นที่เล็กๆ ไม่ใช่ระดับโลกแบบนี้ หรือถ้าหนังโลกจะแตกยุคนั้น มันก็เน้นแต่โลกจะแตก ไม่มีตัวมนุษย์ต่างดาวหยึยๆ มาให้เห็นนานๆ และชัดๆ ขนาดนี้ ถือเป็นหนังเรื่องแรกๆ ของการผสมพวกนี้เข้าด้วยกัน ทำให้หลังจากนั้นเราคลั่งหนังแนวนี้สุดๆ

ที่เราชอบหนังประเภทนี้เพราะมันทำให้เห็นความร่วมมือจากทุกคน ความสามัคคีของมนุษย์ ทำให้ซึ้งถึงสัจธรรมว่าถ้าไม่ได้จะตายเรียบ คนก็จะไม่มีทางช่วยเหลือกันแน่นอน มองโลกในแง่ร้ายเนอะ

5. ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา (๒๕๕๐) (2007)

image

การเลือกเรื่องนี้ค่อนข้างคิดยากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะมันมีหลายภาคแล้วไหนจะสุริโยไทอีก แต่ที่ไม่เลือกสุริโยไทมาเพราะครั้งแรกที่ได้ดูคือโรงเรียนพาไป แล้วยังต้องกลับมาเขียนรายงานส่งด้วย ความรู้สึกแรกเลยเฉยๆ ส่วนที่เลือกภาคนี้มานั้นเพราะเรารู้สึกว่ามันมีอะไรเยอะดี (เยอะอีกแล้ว)

พระศรัณยู พระสันติสุข พระน้ำผึ้ง ตาย แม่องค์ดำโกรธพ่อองค์ดำแทบทั้งเรื่อง มีมาทะเลาะกันด้วย ไหนจะฉากเกี้ยวสาวของบุเรงนองอีกละ อะเมี๊ยวโหย่

Read More

12th September 2014
I get that look a lot, but I never let it get to me.

Brad Cohen Front of the Class (2008)

12th September 2014
โบกมือลาแสตมป์ที่เก็บมานาน เอาไปแลกเป็นแสตมป์มูลค่าน้อยกว่า 4 เท่ามาเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดนี้เพราะช้างไทยตัวเดียว

โบกมือลาแสตมป์ที่เก็บมานาน เอาไปแลกเป็นแสตมป์มูลค่าน้อยกว่า 4 เท่ามาเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดนี้เพราะช้างไทยตัวเดียว

11th September 2014

10 หนังสือที่ติดอยู่ในใจ

หลังจากอ่านที่คนอื่นโพสท์ลง Facebook มานาน และรู้สึกกลัวทุกทีที่มีคน tag มา วันนี้ก็ตัดสินใจได้แล้วว่า เอาวะ ถึง 10 หนังสือที่รู้สึกว่าอ่านแล้วเปลี่ยนชีวิตของเราจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการแบบของใครๆ แต่มันก็มีคุณค่าทางจิตใจกับเราใช้ได้เลย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหนังสือที่อ่านซ้ำแล้วทั้งนั้น แม้บางเล่มอาจจะอ่านซ้ำเมื่อนานมาแล้วจนจำเรื่องไม่ได้เป๊ะๆ ก็ตาม

ทีนี้ก็มาดูหนังสือ 10 เล่มที่ส่งผลกับชีวิตเรา หรือ ติดอยู่ในใจเรา หรือ ทำให้เราประทับใจมากที่สุดได้เลย

หมายเหตุ ทั้ง 10 อันดับนี้ไม่ได้มีการเรียงลำดับตามอะไรทั้งนั้น

1. Walt Disney’s Bambi a little golden book

image

เป็นหนึ่งในเล่มแรกๆ ที่อยู่ในความทรงจำเลย จริงๆ มี a little golden book หลายเล่มแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจที่สุด

ตอนเด็กๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก พ่อแม่จะอ่าน a little golden book ให้ฟังเป็นประจำ แม่เราอ่านภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องแต่แม่ก็จะเล่าตามภาพให้ฟัง ซึ่งมันก็สนุกสุดๆ แล้ว อย่างต้นไม้ที่ขึ้นริมตลิ่งในเรื่อง มันหน้าตาเหมือนไอศกรีมที่ทำจากน้ำแข็งกับน้ำอัดลม แม่ก็จะบรรยายว่า "ริมคลองแห่งนี้มีต้นไอติมขึ้นอยู่รอบๆ" พอเราอยู่ประถมก็อ่านอังกฤษได้ เราก็เป็นฝ่ายอ่านแล้วแปลให้แม่ฟังแทน ซึ่งเรื่องราวตามตัวอักษรกับเรื่องที่แม่เล่าก็ไม่ได้ต่างกันเลย (จริงๆ เพราะดูการ์ตูนเรื่องนี้หลายรอบแล้วด้วยแหละ)

ฉะนั้นเล่มนี้ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจสำหรับเรามาก แต่ให้ใครยืมไปไม่รู้ หายไปเลย ใครเจอฝากซื้อหน่อยสิ

2. พี้ชยักษ์ สาลินี คำฉันท์ จาก James and the Giant Peach by Roald Dahl

image

หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าตอนอนุบาลเราโดนล้อชื่อแทบทุกวัน พอขึ้นประถมเราเลยเปลี่ยนชื่อจาก พิซซ่า เป็น พีช เวลาแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่ แล้ววันหนึ่งก็เจอหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุด เราประหลาดใจมากว่า มีไม้โททำไม เราเลยยืมหนังสือเล่มนี้กลับมาอ่านที่บ้านเพื่อหาคำตอบว่า ทำไมต้องมีไม้โท (ซึ่งอ่านจนจบก็ไม่รู้ จนไปยืมหนังสือเล่มอื่นของสำนักพิมพ์ผีเสื้อมาอ่านอีกถึงรู้ว่าไม้โทมันไม่ได้มากับเรื่อง แต่มันมากับสำนักพิมพ์)

สารภาพตามตรงเลยว่าตอนนี้ลืมเรื่องราวในหนังสือเกลี้ยงแล้ว แต่จำได้ว่าตอนนั้นอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกจนครบกำหนดวันที่ต้องเอาไปคืน และจำความรู้สึกของตัวเองในวันนั้นได้ว่ารู้สึกสนุกมาก ติดตามตัวละคร เจมส์ ไปทุกตัวอักษร และตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอสัตว์ใหม่ๆ หรือค้นพบอะไรใหม่ๆ ว่าแล้วก็ขอบอกเลยว่า ซื้อมาฝากทีสิ อยากอ่านอีกที แล้วจะเล่าให้ฟังเลย

เพิ่มเติม บรรณาธิการต้นฉบับมี 2 คน คนนึงชื่อ พิชชา ด้วยนะ

3. เรื่องของน้ำพุ วงศ์เมือง นันทขว้าง

image

เป็นอีกเล่มที่ยืมจากห้องสมุดโรงเรียนพระแม่สกลสงเคราะห์ไปอ่าน อ่านตอนประถมปลาย และเป็นอีกเรื่องที่เราจำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว (ฮา) จำได้แค่ว่าน้ำพุติดยา น้ำพุไปวัดถ้ำกระบอก แล้วน้ำพุเขียนจดหมายหาแม่ จำได้ว่าเป็นเรื่องที่เศร้า อ่านแล้วรู้สึกหดหู่ รู้สึกว่าดาร์กมากสำหรับเด็กประถมวัยใสอย่างเราในตอนนั้น อ่านแล้วรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น ทำไมถึงมีแต่เพื่อนแบบนั้น เราก็ไม่ใช่เด็กไม่มีปัญหานะ แต่เราก็ไม่ได้ไปทางแบบนั้น เข้าใจยากจัง

ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ แต่ที่เลือกหนังสือเล่มนี้มาเพราะมันเป็นหลักฐานว่ามีคนที่เลือกแบบนี้อยู่จริงๆ ในโลก และอยากให้คนอื่นๆ ได้อ่านดู โดยเฉพาะคนที่จะเลือกแบบนั้น เผื่อจะคิดอะไรได้บ้าง แม้ในใจลึกๆ จะคิดว่า ถ้าเขารู้จักอ่านหนังสือ เขาก็คงไม่คิดจะเลือกทางนั้นตั้งแต่ต้น

4. ฟาเรนไฮต์ 451 กรกฎ จาก Fahrenheit 451 by Ray Bradbury

image

เล่มนี้ซื้อจากร้านหนังสือตอนม.ปลาย ด้วยความเข้าใจผิดว่าจะเป็นเรื่องต่อสู้แฟนตาซีสุดตื่นเต้น แต่ที่ไหนได้มันเป็นหนังสือนิยายแนว Dystopia โลกมืดมน อนาคตที่เลวร้าย มันคือความรู้สึกเหมือนตอนได้ดู Snowpiercer เลย ตอนเห็นโฆษณาหนังนี่อยากดูมาก คิดว่าจะเป็นแฟนตาซีผสมบู๊ๆ ที่ไหนได้มันปรัชญาเป็นบ้า หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน

ที่เลือกเล่มนี้มาเพราะมันสอนให้รู้ว่าอย่าตัดสินหนังสือจากปกและคำโปรยบนปกหน้าหรือเรื่องย่อบนปกหลัง (ฮา) จริงๆ มันสอนอะไรมากกว่านั้นนะ ก็เรื่อง Dystopia ไง ทำให้รู้ว่าถ้าเราที่กำลังเป็นปัจจุบันของโลกอยู่เนี่ย ทำให้โลกเดินไปทางไหน โลกในอนาคตก็จะเดินไปทางนั้น ฉะนั้นเราก็ควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ใส่ใจผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อโลก และร่วมแรงร่วมใจนำพาโลกไปในทางที่ดีขึ้น (นี่ก็พยายามทำอยู่นะคะ)

5. รักเรานั้น… นิรันดร นิรามิษ จาก Suzanne’s Diary for Nicholas by James Patterson

image

เล่มนี้ยืมมาอ่านจากห้องสมุดโรงเรียนสตรีวิทยา เพราะเคยอ่านชุด Alex Cross มาบ้าง (ผ่านๆ) แล้วจำชื่อ James Patterson ได้ พอเห็นชื่อดูรักๆ ก็อนุมานเอาเองว่า มันต้องรักซ้อนซ่อนเงื่อนฆ่ากันแน่เลย แต่พอเอามาอ่านจริงๆ ก็เงิบ คำสอนจากเรื่องเมื่อกี้ไม่เห็นจริงเลย ก็ปกมันดูเป็นนิยายรัก เราก็อุตส่าห์ไม่ตัดสินแล้วนะว่ามันเป็นนิยายรัก แต่เราก็ตัดสินผิดอยู่ดี (ฮา)

เรื่องนี้ดีมากยกกำลัง 50 เลย สำนวนดี คนแปลเก่งใช้ได้เลย แต่คนเขียนก็เล่าเรื่องมาดีอยู่แล้ว ช่วงต้นๆ นี่นึกว่าตัวเอกอ่านไดอารี่ของเมียของผู้ชายคนที่ตัวเองกำลังดูๆ กันอยู่ ตามทันมั้ย คือเรื่องมันพลิกน่ะ

Spoiler Alert!

ผู้หญิงเหมือนจะคบๆ กับผู้ชายคนนึงที่ดีทุกอย่าง แล้ววันนึงผู้ชายคนนั้นก็หายไปจากชีวิต ทิ้งไว้เพียงไดอารีของผู้หญิงอีกคนที่เขียนเล่าเรื่องความรักแบบซาบซึ้งล้นหัวใจอ่ะ ตอนอ่านก็แบบ เลวว่ะ เอาไดอารี่เมียมาให้กิ๊กอ่าน แต่ซักพักเราก็ลืมยัยกิ๊ก โฟกัสแค่เนื้อหาในไดอารี่เรื่องความรักของเมีย มันกินใจมาก สุดท้ายปรากฏว่าเปนไดอารี่ที่เมียเขียนให้ลูกชายที่อยู่ท้อง แล้วตอนจบก็พลิกเรื่อง ลูกและเมียตายแล้ว ผู้ชายคนนี้ที่หายไปเพราะยังไม่พร้อมเลยเอามาให้แฟนอ่านเพื่อเข้าใจตัวเขามากขึ้นก่อนที่จะจริงจังกันมากกว่านี้ แล้วความรักทะลุกระดาษที่อ่านมาทั้งหมดคือความรักของแม่ที่มีต่อลูกอ่ะ

มันเป็นนิยายวันแม่ เราร้องไห้ไปเกินครึ่งเล่ม ร้องจนไม่สบายเลย แถมทำหนังสือห้องสมุดบวมน้ำด้วย (หนูขอโทษค่ะ) มันเป็นนิยายวันแม่ เราเอาหนังสือ (บวมๆ) ไปคืนห้องสมุด แล้วก็รีบไปหาซื้อทันที แล้วก็ให้เป็นของขวัญวันเกิดแม่ปีนั้นเลย เพราะมัน.ดี.มาก. แนะนำให้ลูกทุกคนอ่าน เพราะความรักที่แม่มีต่อลูกมันยิ่งใหญ่จริงๆ

สรุป เล่มนี้เป็นนิยายรักจริงๆ แหละ

Read More